Sapa Vietnam – Part 1

Sapa เป็นเมืองชายแดนตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ในจังหวัด Lao Cai มีจุดเด่นคือมีการทำนาขั้นบันไดมาก ทำให้มีภูมิทัศน์สวยงามแก่การท่องเที่ยว เดิม Sapa เป็นเมืองตากอากาศของเจ้านายชั้นสูงชาวฝรั่งเศสที่มาทำงานในเวียดนาม จึงมีสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนและการวางผังเมืองแบบเฟรนช์โคโลเนียล มีจุดเด่นที่ตั้งอยู่กลางเมืองคือ โบสถ์คาทอลิก

Sapa สูง 1,650 เมตร จึงมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี

โดยทริปนี้ผมกับเพื่อนใช้เวลา 5 คืน 6 วัน โดยมีกำหนดการคร่าว ๆ คือ

วันที่ 1 : เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิถึง Hanoi ประเทศเวียดนาม ประมาณ 8.35 ในตอนเช้า จากนั้นเดินเที่ยวในฮานอยจนถึงประมาณ 2 ทุ่ม ขึ้นรถไฟไปเมือง Sapa โดยนอนบนรถไฟ

วันที่ 2 : รถไฟถึง Lao Cai เวลาประมาณ 6 โมงเช้า ขึ้นรถตู้จากสถานีรถไฟไปเมือง Sapa เช็คอินห้องโรงแรม จากนั้นประมาณ 9 โมงเช้าเริ่ม trekking ไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 9 กิโลเมตร

วันที่ 3 : ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวหมู่บ้าน Cat Cat แวะชม Silver Waterfall จนถึง 5 โมงเย็นขึ้นรถตู้กลับไปยังเมือง Lao Cai เพื่อขึ้นรถไฟกลับไปยัง Hanoi นอนบนรถไฟ

วันที่ 4 : เที่ยววัด Bai Dinh และฮาลองบก Ninh Binh

วันที่ 5 : เที่ยวตัวเมือง Hanoi

เช้าวันที่ 6 เดินทางกลับประเทศไทย

สำหรับในบทความนี้ ผมจะเล่าเฉพาะวันที่ 2 และ 3 ในระหว่างที่อยู่ที่เมือง Sapa  จากกำหนดการ เราเดินทางเวลา 6.45 ในตอนเช้าโดยสายการบิน Air Asia ใคร ๆ ก็บินได้ ใช้เวลาบินประมาณเกือบ 2 ขั่วโมง

เมื่อมาถึง Hanoi ผมกับเพื่อนเดินเที่ยวตัวเมือง Hanoi ในระหว่างที่รอเวลาไปขึ้นรถไฟ สำหรับภาพแนะนำ Hanoi ผมจะลงไว้อีกบทความนึงนะครับ

สำหรับรถไฟ ขอแนะนำให้เลือกแบบดีหน่อยนะครับ เพราะจะได้บริการที่ดีกว่า และปลอดภัยกว่า เพราะว่าเพื่อนผมเคยไปและเลือกแบบธรรมดาที่คนเวียดนามใช้บริการกัน ก็เจอปัญหาเจ้าถิ่นต้องจ่ายทิปถึงจะยอมไป

ข้อมูลรถไฟสามารถดูได้ที่ http://www.sapatrain.com หรือ http://www.traintosapa.com ราคาค่าโดยสารจะแตกต่างไปขึ้นอยู่กับคุณภาพนะครับ ผมขอแนะนำห้องแบบ 4 เตียง (4 berth) เพราะอาจจะมีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่ด้วย หรือหากใครต้องการความเป็นส่วนตัวหน่อยและไปกันแค่ 2 คน ก็มีห้องแบบ 2 เตียง (2 berth)

ผมเลือกใช้บริการของ Livitrans Wooden deluxe cabin 4 berth ราคาไปและกลับอยู่ที่ 78 ดอลลาร์ โดยลักษณะเตียงและห้องจะเป็นอย่างในรูปนะครับ ในระหว่างที่ผมและเพื่อนเดินไปที่ขบวนรถ แอบเห็นห้องของ King Express ดูดีกว่าเยอะเลย อีกทั้งหลาย ๆ คนก่อนหน้านี้ก็มีคนแนะนำ แต่ว่าผมไปเชื่อ agency ที่เพื่อนผมใช้ซื้อตั๋วรถไฟ เค้าบอกว่า Livitrans ใหม่กว่า แต่ดูยังไงผมก็ชอบ King Express มากกว่า

พอได้ขึ้นรถไฟ ผมรีบพยายามทำตัวเองให้หลับในทันที เพราะจะต้องเก็บแรงไว้ เนื่องจากทันทีที่ถึง Sapa โปรแกรมแรกคือเดินชมนาขั้นบันไดไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นระยะทางค่อนข้างไกล แต่สาเหตุหลักก็เพราะรางรถไฟของเวียดนามไม่ค่อยนุ่มนวลเท่าไหร่ ค่อนข้างโยกเยก ขโยกเขยกตลอดทาง ถ้าผมไม่รีบหลับคงได้เมารถไฟเป็นแน่

พวกเรามาถึง Lao Cai ในเวลาเช้าตรู่ประมาณ 6 โมงเช้า มีร้านค้าเปิดบ้างบางร้าน ฝนตกปอย ๆ พวกเรารีบเดินหารถตู้ของโรงแรมที่เราขอให้จัดรถมารับ

โรงแรมที่เราพักมีชื่อว่า Cat Cat Hotel เวลาจองระวังให้ดีนะครับเพราะมีอยู่ 2 Cat Cat สำหรับโรงแรมที่เราเลือกนี้ค่อนข้างสะอาด ค่าห้องประมาณคืนละ 1,000 บาท รวมอาหารเช้า ซึ่งถือว่าไม่แพงเลย

ห้องพักของโรงแรมนี้จะไม่มีแอร์และพัดลมนะครับ เนื่องจากที่ Sapa นี้อากาศเย็นตลอดทั้งปี แต่ห้องน้ำมีน้ำอุ่นให้อาบนะครับ ไม่งั้นคงแย่แน่ ๆ ห้องนี้มีเตียงใหญ่อยู่ 2 เตียง ผมกับเพื่อนนอนกันคนละเตียงสบายไปเลย

Cat Cat Hotel นี้อยู่บนเขา มองจากภายในห้องจะเห็นแนวทิวเขาสวยงาม เสียดายที่ฝนตก เราเลยไม่มีโอกาสนั่งชิล ๆ รับอากาศสบาย ๆ บนเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ให้ด้านนอก

ภาพนี้เป็นวิวจากระเบียงหน้าห้องพักของพวกเรานะครับ หมอกยามเช้ากำลังเคลื่อนเข้ามาในตัวเมือง ลักษณะของเมือง Sapa เป็นดินแดนแห่งขุนเขาที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์มากที่สุดในประเทศเวียตนาม ภาพแนวเขาแบบนี้จึงพบเห็นได้อยู่ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่นี่

เผลอแป๊บเดียว หมอกที่เราเห็นอยู่ไกล ๆ ในภาพข้างบนก็เคลื่อนเข้ามาในเมือง เป็นวิวที่สวยไปอีกแบบ

วิวจากด้านหน้าของโรงแรม ลักษณะถนนจะเป็นถนนเล็ก ๆ การเดินทางที่สะดวกที่สุดคือการขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวเมือง

สำหรับการเดินเที่ยว ขอแนะนำให้มาหาได้ที่นี่เลยนะครับ พวกเราจองเฉพาะโรงแรมผ่าน Internet แต่เราขอให้ผู้จัดการโรงแรมช่วยจัดไกด์ส่วนตัวเพื่อพาเราเดินเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไปในเส้นทางเดียวกันนะครับ แต่สำหรับคนที่ชอบถ่ายรูป การมีไกด์ส่วนตัวจะดีกว่าตรงที่เราจะหยุดถ่ายรูปตรงไหน นานแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า ค่าไกด์ที่พวกเราจ่ายไปคือ 40 ดอลลาร์ โดยไกด์จะพาเราเดินตามเส้นทาง และพาเราแวะทานอาหารกลางวันที่จัดเตรียมไว้ให้เป็นระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร พวกเราเดินตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึงประมาณ 4 โมงเย็น

ในระหว่างที่พวกเรารอเวลาไกด์มารับ ถึงเวลาที่จะต้องเตรียมกองทัพให้พร้อมโดยการเติมกระเพาะอาหารให้เต็ม ไหน ๆ มาถึงเวียดนามทั้งที เราเลยอยากกินเฝอรสชาติท้องถิ่น ผมกับเพื่อนจึงเดินไปในตลาดมองหาร้านเฝอซึ่งก็มีอยู่หลายร้าน ในที่สุดเราก็เลือกร้านที่มีคนนั่งกินอยู่เยอะที่สุด และเนื่องจากเราพูดภาษาเวียดนามไม่ได้ และเจ้าของร้านก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ภาษามือจึงถูกนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมสั่งเฝอไก่โดยชี้ไปที่เนื้อไก่ แต่โบกมือบอกไม่เอาเนื้อวัว ส่วนเพื่อนของผมชี้ไปที่เฝอเนื้อที่ทำเสร็จแล้วสำหรับลูกค้าที่มาก่อนหน้าแล้วทำไม้ทำมือบอกว่า เอาแบบนี้อีก 1 ชาม

น้ำซุปของร้านนี้เค้าทำได้กลมกล่อมดีมาก ไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมลูกค้าถึงแน่นร้าน

พออิ่มท้อง ก็ได้เวลาเดินกลับไปยังโรงแรมเพื่อเตรียมตัวเดินเที่ยวหมู่บ้าน ระหว่างทางเดินกลับก็เห็นชาวเขายืนขายของอยู่ในตลาด เป็นภาพวิถีชีวิตที่อดจะเก็บมาไม่ได้

แม่ค้าชาวเขาคนหนึ่งอุ้มลูกมาขายของด้วย หน้าตาน่าเอ็นดู ผมเลยขอเค้าถ่ายรูป ในตอนแรกก็ไม่ยอมให้ถ่าย เพื่อนผมเอาขนมส่งให้ลูกของแม่ค้า จึงยอมให้ถ่ายภาพ แต่ก็ได้ไม่นานก็ไม่ให้ถ่ายแล้ว

พอกลับมาถึงโรงแรม ไกด์ก็มารออยู่แล้ว การเดินทางจะเราจะเดินไปตามถนนประมาณ 2 กิโลเมตร จากนั้นจะตัดลงตามภูเขาและเนินเขา ลัดเลาะไปตามหมู่บ้านเป็นระยะทางอีกประมาณ 7 กิโลเมตร เส้นทางที่เราเดินเป็นตามเส้นสีน้ำเงินในรูป โดยเราจะเดินไปที่หมู่บ้านม้ง (H’Mong), Zay และ Red Zao ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าต่าง ๆ โดยเมื่อถึงปลายทางจะมีรถมารับเรากลับโรงแรม

ในขณะที่เราเริ่มเดินจากโรงแรมมา หันกลับไปมองในตัวเมืองก็สังเกตว่าหมอกเริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ

จนในที่สุดทางที่เราเดินก็เริ่มมองไม่ค่อยเห็น ต้องระวังมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ที่สวนทางมา

เราเดินตามถนนมาเรื่อย ๆ อากาศเย็นสบาย เดินไม่รู้สึกเหนื่อยเลยจนในที่สุดก็มาถึงจุดที่เราต้องตัดลงภูเขาเพื่อเข้าสู่เส้นทาง trekking ภาพที่เราเห็นอยู่เบื้องหน้า ไม่ผิดหวังจริง ๆ ครับ นาขั้นบันไดที่มีอยู่ทั่วไป สีเขียวของต้นข้าว ช่างสบายตาดีจริง ๆ เท่าที่คุยกับผู้จัดการโรงแรม ถ้าเรามาในฤดูเก็บเกี่ยวสีของต้นข้าวก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง สวยไปอีกแบบ

จากภาพด้านล่าง สังเกตหมู่บ้านที่เห็นอยู่ตรงกลางภาพไกล ๆ หรือเปล่าครับ นั่นล่ะจุดที่เราต้องเดินไป

ในระหว่างที่เราเดินไป ก็จะพบกับเด็ก ๆ และชาวเขา ชีวิตที่มีความสุข ไม่วุ่นวาย รอยยิ้มที่ไร้เดียงสาทำให้ผมกับเพื่อนพลอยมีความสุขไปด้วย

ตามทางที่เราเดิน จะเห็นนาขั้นบันไดอยู่ตลอดทาง ผมกับเพื่อนคุยกันว่าตอนนี้ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก บ้านเรือนยังเป็นบ้านแบบท้องถิ่น มีบางจุดที่มีตึกคอนกรีตแทรกเข้ามาบ้าง แต่ภาพที่เราเห็นนี้จะอยู่อีกกี่ปีก็ไม่รู้นะครับ พอความเจริญเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ อาจมีตึกมากกว่านี้ และเสาไฟฟ้ามากกว่านี้ ซึ่งอาจทำลายบรรยากาศธรรมชาติที่สวยงามนี้ไป

ระหว่างทางที่เราเดินค่อนข้างลำบากพอสมควร ดังนั้นต้องเตรียมรองเท้าที่เหมาะสมไว้นะครับ บางทีอาจต้องเดินลงเขา บางทีอาจต้องเดินไปตามทางซึ่งด้านข้างเป็นสันเขา

เราใช้เวลาเดินไปถ่ายรูปไปใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง กว่าจะถึงหมู่บ้านม้ง ระหว่างทางก็จะพบกับนักท่องเที่ยวที่เดินมาพร้อมไกด์ โดยแต่ละกลุ่มจะมีชาวเขาเดินตาม ด้วยความหวังว่านักท่องเที่ยวเหล่านั้นจะซื้อสินค้าที่พวกเขาทำขึ้น หรือรับมาไปเป็นที่ระลึก

ในที่สุดเราก็มาถึงหมู่บ้านม้ง และเราก็เพิ่งได้ค้นพบว่า อาหารกลางวันของเรานั้น อยู่บนหลังของไกด์นั่นเอง ไกด์พาเราไปยังร้านที่เขาตกลงกันไว้ นำขนมปัง และกล้วยออกมา ใส่จานมาให้เราทาน และก็ให้ร้านทำไข่เจียวและข้าวสวยร้อน ๆ มาให้ ข้าวเวียดนามที่นี่หุงได้นุ่มอร่อยมากครับ ทำเอานึกหวั่น ๆ ไปเลยว่า ข้าวไทยมีคู่แข่งที่น่ากลัวจริง ๆ

นอกจากผลไม้ ไข่เจียวและข้าวแล้ว เราสามารถเลือกเครื่องดื่มได้คนละ 1 อย่าง นี่ล่ะครับ อาหารเที่ยงของเรา ขอทิ้งท้าย Part นี้ไว้ด้วยภาพนี้ครับ อย่าลืมติดตามตอนต่อไปใน Sapa Vietnam – Part 2 นะครับ

Advertisements