Hanoi – Ninh Binh Vietnam

บทความนี้เป็นเรื่องเล่าต่อจากบทความ Sapa ทั้ง Part 1 และ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากทริป 5 คืน 6 วันของผมกับเพื่อน หลังจากที่เครื่องบินของแอร์เอเซียมาส่งพวกเราที่สนามบินฮานอย ผมกับเพื่อนก็ลากกระเป๋าออกมาเพื่อเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งยัง  Hanoi Tower ซึ่งเป็นห้องพักของเพื่อนผมที่ทำงานอยู่ที่ฮานอย

ด้วยคำเตือนว่าให้ระวังถูกแท็กซี่เวียดนามหลอกคืออย่าไปเชื่อคนที่มาเรียกให้เราไปแท็กซี่จากในสนามบิน ให้เดินออกมาหน้าประตูจะมีคิวแท็กซี่อยู่ ราคาจะเป็นมาตรฐานคล้าย ๆ กับที่สนามบินบ้านเรานะครับ แต่กว่าเราจะหาเจอก็เล่นเดินวนซะหลายรอบ นึกว่าต้องออกจากประตูไปนอกสนามบินเลย ที่แท้ก็แค่ออกจากประตูหน้ามายังถนนแต่อยู่ภายในสนามบินก็เจอแล้ว เนื่องจากผ่านมา 2 เดือน ผมเลยจำราคาไม่ได้ แต่ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณ 16 ดอลลาร์ เพราะสนามบินค่อนข้างไกลอยู่

พอเข้ามาในตัวเมืองก็เริ่มสังเกตเห็นความคับคั่งของถนนตามคำล่ำลือที่ได้ยินมา นับถือจริง ๆ ครับต่างคนต่างจะไปในทางของตัวเอง ไม่สนใจรถที่สวนมาทั้งหน้า ซ้าย และขวา แต่คนฮานอยก็สามารถที่จะขับฝ่าไปได้โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ คนข้ามถนนก็ต้องระวังกันเองนะครับ รีบเดินอย่าลังเล

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก่อนเล่าให้ฟังถึง Ninh Binh ขออนุญาตพาชมฮานอยซักนิดก่อนนะครับ ซึ่งเป็นช่วงวันแรกที่เราเดินเที่ยวกันก่อนจะไปขึ้นรถไฟไปซาปา

หลังจากที่พวกเราถึงที่พักแล้ว ก็ออกมาเดินเล่นกันโดยมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบ HOAN KIEM  หรือ THE LAKE OF THE RETURNED SWORD ระหว่างทางเราจะเห็นว่าที่นี่ใช้มอเตอร์ไซค์กันเยอะมาก จึงมักจะเห็นจุดฝากรถจักรยานยนต์อยู่ทั่วเมือง

มีเรื่องเล่ากันว่า ดาบที่พูดถึงนี้ถูกนำมาคืนจากเต่าทองคำยักษ์ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบหลังจากการสู้รบนับสิบปีระหว่างชาวเวียดนาม ซึ่งนำโดยจักรพรรดิ์ Le Loi และผู้รุกรานชาวจีน ตามตำนานกล่าวว่าเต่าตัวนี้ปรากฎขึ้นจากทะเลสาบในช่วงที่สำคัญมากและยื่นดาบที่น่าอัศจรรย์นี้ให้กับจักรพรรดิ์ Le Loi ซึ่งเราจะยังคงเห็นบัลลังค์เต่าอยู่ที่กลางทะเลสาบ (เสียดายทีผมไม่ได้ถ่ายรูปบัลลังค์นี้มา) เมื่อใดก็ตามที่เต่าตัวนี้ปรากฎขึ้นมาบนผิวน้ำ เชื่อกันว่าเป็นการบอกสัญญาณที่พิเศษอะไรบางอย่าง

ที่ทะเลสาบนี้ยังเป็นวัด Ngoc Son ซึ่งเชื่อมกับฝั่งด้วยสะพานแดง

รอบ ๆ ทะเลสาบเป็นที่ ๆ นักท่องเที่ยวมาเดินกันเยอะ มีศิลปินมาให้บริการวาดภาพเหมือน ต้องขออนุญาตเบลอหน้านักท่องเที่ยวนะครับ ไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวนำรูปเค้ามาเปิดเผย

ทะเลสาบนี้เป็นที่ ๆ ชาวเวียดนามออกมาพบปะกัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือออกกำลัง เต้นแอโรบิค ในตอนเช้า และตอนเย็น

ชาวเวียดนามบางคนใช้เป็นที่พักผ่อน คลาดเครียดรับอากาศบริสุทธิ์

ที่นี่จะมีสามล้อถีบบริการพานักท่องเที่ยวชมรอบทะเลสาบ

สัญลักษณ์ที่เราจะเห็นชาวเวียดนามใช้กันเยอะคือหมวดเวียดนาม หรือที่เรียกว่า Non La (น๊อน ล้า) ซึ่งทำจากใบจาก

ระหว่างทางจะมีแม่ค้าขี่จักรยาน หรือหาบผลไม้มาขายให้นักท่องเที่ยว

ร้านตัดผมริมถนนก็มีให้เห็นอยู่เยอะเหมือนกัน

มื้อเย็นในวันแรกของพวกเรา เพื่อนของผมพาไปที่ร้าน Quan An Ngon ถ้าใครไปฮานอยไม่รู้จะไปทานอาหารที่ไหนก็ขอแนะนำนะครับ อาหารอร่อย สะอาด ราคาไม่แพง มีให้เลือกหลายอย่างด้วย

เนื่องจากพวกเราหิวกันมาก เพราะเดินเที่ยวรอบเมือง คิดว่าใกล้แต่ไกลมากเล่นเอาแทบหมดแรง พอสั่งอาหารได้เลยรีบทาน นึกได้ว่าลืมถ่ายภาพเก็บเอาไว้ หลังจากทานอาหารเสร็จเราก็ไปสถานีรถไฟเพื่อไปซาปา

เช้าวันที่ 4 หลังจากที่ไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ซาปามา เราก็ออกเดินทางกันแต่เช้าเพื่อไปวัด Bai Dinh ซึ่งเป็นวัดพุทธที่อยู่ในภูเขา Bai Dinh ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างขวาง

ภายในวัดมีรูปปั้นนักบวชในอิริยาบทต่าง ๆ แตกต่างกันไปจำนวนมากนับร้อย ๆ องค์ สังเกตที่หัวเข่าขององค์พระนะครับ โดนลูบจนเงาเลย

ที่กำแพงด้านหลังของรูปปั้นนักบวชก็เป็นองค์พระพุทธรูปทองเรียงกันอยู่ในกรอบกระจก

ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในวัดนี้ก็คือระฆังใหญ่ ซึ่งมีน้ำหนัก 36 ตัน ที่อยู่ในหอระฆังในภาพด้านล่างนะครับ

เนื่องจากด้านบนมีที่ให้ถ่ายภาพไม่กว้างพอที่จะเก็บระฆังได้อย่างสวยงามสำหรับเลนส์ที่ผมนำติดตัวไป ขออนุญาตถ่ายภาพจากด้านล่างให้เห็นนะครับ ที่เห็นแขวนอยู่กับหลังคานั่นคือระฆัง ที่ด้านบนของหอระฆังเดินขึ้นไปได้จะมีไม้ตีระฆังขนาดใหญ่แขวนอยู่

นอกจากนี้ยังมีกลองทองเหลืองขนาด 70 ตันบนพื้นหอระฆังจากภาพด้านบน กลองจะอยู่ใต้ระฆัง และจากภาพด้านล่างผมถ่ายจากด้านบนลงมาจะเห็นผิวหน้าของกลอง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวบางคนโยนธนบัตรลงไป แต่ธนบัตรหรือเงินกระดาษที่เห็นอยู่ไม่ใช่เงินจริง ๆ นะครับ มีชาวเวียดนามเดินขายอยู่ภายในวัด

ที่จริงแล้วยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือรูปปั้นองค์โพธิสัตว์อวโลกิเตศวรพันมือและตา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากำลังปกป้องผู้คนให้พ้นภัย แต่พวกเรารีบไปฮาลองบก เลยไม่ได้เดินเข้าไปชม จากด้านบนของหอระฆัง ด้านในนั่นคือที่อยู่ของรูปปั้นองค์โพธิสัตว์ครับ

จากนั้นพวกเราเดินทางต่อไป Ninh Binh หรือที่เรียกว่า ฮาลองบก นะครับ ลักษณะคล้าย ๆ กับ ฮาลองเบย์ แต่ฮาลองเบย์คือเป็นทะเล แต่ที่นี่คือแม่น้ำ พวกเราจะนั่งเรือพายออกไปโดยมีคนพายให้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงสำหรับการไปและกลับมาที่เดิม วันนี้อากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เราลุ้นกันน่าดูว่าฝนจะตกหรือเปล่า

ผมและเพื่อนอีก 2 คนรวมคนแจวเป็น 4 คนไปลำเดียวกัน ระหว่างทางจะสังเกตเห็นสาหร่ายใต้ผิวน้ำได้อย่างชัดเจน เพราะน้ำค่อนข้างใสมาก

เราล่องไปตามลำน้ำซึ่งอยู่ระหว่างภูเขา

ในวันที่พวกเราไปนักท่องเที่ยวไม่ค่อยเยอะ อาจเป็นเพราะอากาศไม่ค่อยดี คนกลัวว่าฝนจะตกกัน

นั่งเพลิน ๆ หันกลับไปดูคนแจว อ้าว… ไม่ได้ใช้มือซะแล้ว สงสัยจะเมื่อย ที่นี่คนแจวเรือทุกคนสามารถใช้ขาแจวเรือได้อย่างชำนาญนะครับ ลองคิดดูว่า วันที่ผมไปนี่ใช้เวลาประมาณ เกือบ 3 ชั่วโมง ซึ่งเพื่อนผมบอกปกติไม่พาไปนานขนาดนี้ พี่คนนี้เล่นแจวอยู่คนเดียวเลย ใช้มือและขาสลับกันไป

ระหว่างทางจะเป็นลำน้ำสลับกับถ้ำไปเรื่อย ๆ ขณะที่เข้าถ้ำอย่ามัวแต่ถ่ายรูปกันเพลิน ระวังหัวจะชนหินงอกหินย้อยกันด้วยนะครับ

มีอยู่ถ้ำหนึ่ง คนแจวส่องไฟฉายให้เราเห็นแล้วทำเสียงบอกว่านั่นคือตุ๊กแก เหมือนมั้ยครับ ลองสังเกตกันดู

พวกเราล่องเรือ ผ่านถ้ำต่าง ๆ หลายถ้ำ แต่ก็อยู่บนเรือตลอดนะครับ

ลืมบอกไป ถ้าใครกลัวร้อนนะครับ ก่อนขึ้นเรือจะมีแม่ค้าขายหมวกเวียดนาม ถ้าไม่ได้เตรียมหมวกกันไปก็ซื้อมาติดมือมากันนะครับ ราคาไม่แพง

ปากทางเข้าถ้ำอีกแห่งหนึ่งที่เรากำลังจะผ่านเข้าไป ภายในถ้ำทุกถ้ำจะติดหลอดไฟไว้พอให้เห็นทาง

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงกว่าเราก็มุ่งหน้ากลับไปยังตำแหน่งที่เราขึ้นเรือนะครับ ขากลับเราก็ล่องผ่านนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมธรรมชาติ เห็นผู้หญิงที่แจวมาคนเดียวมั้ยครับ ที่คอมีกล้องเพื่อถ่ายภาพนักท่องเที่ยว ใครสนใจสามารถพิมพ์ให้ได้เลย ราคาน่าจะประมาณภาพละ 1 ดอลลาร์ ถ้าจำไม่ผิดนะครับ

จากนั้นพวกเราก็กลับมายังฮานอย จากการเดินทางในวันนี้เราใช้เวลาออกเดินทาง 9 โมงเช้า กลับมาถึงฮานอยประมาณ 6 โมงเย็นนะครับ โดยเราเช่ารถยนต์พร้อมคนขับ

วันที่ 5 เป็นวันสบาย ๆ เราไปวัดวันเหมียว (Van Mieu) กันในตอนเช้า แล้วกลับมาพักผ่อนในตอนบ่าย ระหว่างทางก็เห็นภาพน่ารัก ๆ แต่หวาดเสียวภาพนี้นะครับ

การใช้บริการแท็กซี่ที่เวียดนามนี้ เพื่อนผมแนะนำว่าให้ใช้บริการของ Taxi Group จะไม่ถูกโกง และรถจะค่อนข้างดี ให้สังเกตจากกล่องที่อยู่บนคอนโซลข้างคนขับแบบที่เห็นในรูปนะครับ

กลับมาที่วัดวันเหมียวกันดีกว่า วัด Van Mieu อ่านว่า วันเหมียว หรือ THE TEMPLE OF LITERATURE เป็นความภาคภูมิใจของชาวฮานอย ถูกสร้างขึ้นโดยราชวงศ์ Ly Than Tong เป็นสถานที่เจ้าชาย Van Mieu เคยศึกษาและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม เดิมทีตั้งใจเปิดสอนสำหรับคนในราชสำนักเท่านั้น

layout ของวัดจะคล้ายกับวัด Qufu ซึ่งเป็นสถานที่เกิดของ Confuscius หรือขงจื๊อ ซึ่งเป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน

พื้นที่ส่วนแรกเชื่อมต่อระหว่างประตูทางเข้ากับประตูกลาง

หลังจากเราผ่านประตูเข้ามาก็จะมาถึงพื้นที่ส่วนที่เรียกว่า “Well of Heavenly Clarity” (“Thiên quang tỉnh”)

พื้นที่ส่วนนี้จะมีแผ่นศิลาจารึกซึ่งมีชื่อของผู้ที่ผ่านการสอบ ที่คล้าย ๆ กับการสอบจอหงวนของจีน ตามที่ได้รับคำบอกเล่าให้ฟังนะครับ

เมื่อเดินเข้ามาในบริเวณถัดไปจะประกอบไปด้วยอาคารด้านหน้า อาคารด้านหลัง อาคารซ้ายและขวา หอระฆัง และหอกลอง เรียกพื้นที่นี้ว่า “Thai Hoc” มีขนาดกว้าง 1,530 ตารางเมตร จากพื้นที่ทั้งหมด 6,150 ตารางเมตรของวัด

ผมค่อนข้างจะงง ๆ กับอาคารเหล่านี้ จำไม่ได้ว่าเป็นอาคารใดบ้าง แต่จะมีแท่นบูชาลูกศิษย์คนสนิทของขงจื๊อ

และเมื่อเดินถัดเข้ามาในอาคารด้านหลังจะเป็นแท่นบูชารูปปั้นของขงจื๊อ

ชั้นบนมีแท่นบูชากษัตริย์สามพระองค์ซึ่งเป็นผู้ที่ทรงสนับสนุนวัดและการศึกษา ได้แก่ Lý Thánh Tông ผู้ซึ่งก่อตั้งวัด  Lý Nhân Tông ผู้ซึ่งก่อตั้งสถานศึกษา และ Lê Thánh Tông ผู้ซึ่งสั่งให้สร้างแผ่นศิลาจารึกผู้ที่สมควรได้รับเกียรติยศ

ในระหว่างที่เรากำลังออกจากวัด ก็พบกลุ่มสาว ๆ เวียดนามแต่งชุดประจำชาติถือดอกไม้ กำลังถ่ายรูปอยู่ ก็ได้แต่สงสัยว่ากำลังมาแสดงความยินดีอะไรสักอย่างแต่ไม่กล้าเข้าไปถาม

ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการท่องเที่ยวฮานอยของเราในครั้งนี้นะครับ เช้าวันถัดไปผมและเพื่อนก็ขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย จากการเที่ยวเวียดนามครั้งนี้ ประทับใจในธรรมชาติหลาย ๆ อย่างที่ยังไม่ถูกทำลาย ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่น่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ถูกชาวเวียดนามพยายามโกงหลายครั้ง ซึ่งหลาย ๆ คนที่เคยไปคงเคยประสบกับเหตุการณ์คล้าย ๆ กันแบบนี้

วันถัดมาเราขึ้นเครื่องแอร์เอเซียกลับ ขอลากันด้วยภาพแอร์กับสจ๊วตที่ให้บริการผมและเพื่อน ถ้าน้องจำได้ พี่เป็นคนที่ขอถ่ายรูปและบอกว่าจะเอาภาพมาลงรีวิวนะครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านบทความนี้นะครับ

Advertisements