นอนดูดาว ที่ “ดอยเสมอดาว”

ช่วงประมาณเดือนธันวาคมปีที่แล้ว อยู่ ๆ ผมก็นึกอยากออกไปพักผ่อนบนภูเขาเลยโทรหาน้องชายที่มักจะออกไปถ่ายภาพด้วยกัน ตกลงกันได้ว่าจะไปดอยเสมอดาวที่จังหวัดน่าน ผมเริ่มเดินทางตั้งแต่ 3 ทุ่มคืนในวันศุกร์ ขับรถรวดเดียวไปถึงจังหวัดน่านในเวลาตี 5 แวะพักแค่เข้าห้องน้ำและทานอาหารเย็นที่อยุธยาประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อถึงจังหวัดน่าน จุดหมายแรกของผมคือรีบบึ่งไปถ่ายรูปที่วัดพระธาตุเขาน้อย ซึ่งเป็นวัดราษฎร์ องค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อย อยู่ด้านตะวันตกของตัวเมืองน่าน เมื่อตอนที่ผมไปถึงตอนตี 5 นั้น ประตูวัดยังไม่เปิดเลยต้องนั่งรอรับลมหนาวจนมีคนมาเปิดประตู รีบไปตั้งกล้องที่มุมมหาชนทันที

 

Past December, I and my friend would like to stay overnight on a mountain and take photographs. We agreed to go to Doi Samue Dao, which is in Nan province in Thailand. My journey started at 9pm. on a Friday night. I drove 8 hours from Bangkok to Nan and arrived at 5am. in the morning. The first place that I visited is Wat Phrathat Khao Noi, which is located at the top of Khao Noi mountain on the west side of Nan.

ไม่ผิดหวังครับ ภาพเบื้องหน้าสวยจริง ๆ จากวัดพระธาตุเขาน้อย สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของตัวเมืองน่าน ปัจจุบันบริเวณลานชมทิวทัศน์ ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท องค์พระหันหน้าไปยังตัวเมืองน่าน เสมือนกับกำลังย่างก้าวไปทางนั้น

I was impressed with the beautiful scene in front of me. From the mountain, I can see Nan city. From the viewpoint, there is Phra Buddha Mahaudom Mongkolnanthaburi Srinan image. The buddha image is a standing gesture on a lotus, 9 meters height. At the top was made from golden. The image is facing to Nan city.

จังหวัดน่านมีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาซึ่งวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ มีพื้นที่กว้างใหญ่ พื้นที่เต็มไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน ที่นี่จึงถีอเป็นจุดที่สามารถมองเห็นเมืองน่านจากมุมสูง เห็นภูเขาต่าง ๆ ที่โอบล้อมเมืองน่าน เป็นฉากหลัง

 

Nan’s surrounding with a number of mountains. This temple is a good point that you can view Nan city from the top and see the mountains as the background.

เราใช้เวลาอยู่ที่วัดจนถึงประมาณ 7 โมงเช้า หลังจากไม่ได้นอนและขับรถมาทั้งคืน ผมกับเพื่อนก็มาเปิดห้องพักในตัวเมืองน่านเพื่อเป็นที่นอนและอาบน้ำ จังหวะนั้นง่วงมากครับ หาห้องพักได้ในราคา 600 บาท รีบตกลงทันที เข้าห้องได้อาบน้ำ ตั้งนาฬิกาปลุก และนอนหลับได้ทันที

พักได้เพียง 3 ชม. ก็ต้องรีบออกเพราะต้องขับขึ้นดอยครับเพราะเป็นช่วงวันหยุด คาดว่าจะมีคนเยอะมาก ต้องรีบขึ้นไปเพื่อจองที่กางเต็นท์ หลังจากเช็คเอาท์ก็แวะตัวเมืองเพื่อทานอาหารเช้าและเตรียมเสบียง แวะถ่ายภาพวัดมาได้วัดหนึ่งจำชื่อไม่ได้แล้วครับ วัดในจังหวัดน่านมีลักษณะที่สวยงามมาก มีหลายวัดที่มีชื่อเสียง เสียได้ที่ผมไม่มีเวลาแวะถ่ายภาพวัดต่าง ๆ มา ตัวเมืองน่านมีลักษณะที่ผมชื่นชอบอีกอย่างคือไม่มีเสาไฟฟ้าริมถนน และสายไฟฟ้าพาดผ่านให้รำคาญสายตา สายไฟลงใต้ดินครับ

 

We were at the temple until 7am. Then we headed to the city and rented a hotel to sleep after we haven’t slept for the whole night. The room cost us only 600 Thai Baht.

We could sleep only 3 hours and had to drive up to the mountain, which was our destination. During we drove around the city to buy some foods for preparation, I took a photograph of a temple which is very beautiful. In Nan, there are a lot of splendid temples. Unfortunately, we don’t have time to go around and visit those temples. I promised to myself that I’ll be back here again.

จากนั้นผมจึงรีบขับรถขึ้นบนดอยใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงเนื่องจากทางคดเคี้ยวและเป็นทางขึ้นเขา จึงไม่สามารถขับได้รวดเร็วนัก ดอยเสมอดาว เป็นจุดชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นและตก อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน สามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำน่านที่ทอดยาวในหุบเขา

It took me 2 hours from the city to the top of the mountain, Doi Samue Dao (translates in English as “star-level mountain”). Doi Samue Dao is a place where you can watch sea of mist, sunrise and sunset. Also you can see the Nan River among the mountain.

ระหว่างทางที่เราขับขึ้นดอยเพื่อไปจุดกางเต็นท์นั้น ผมสังเกตเห็นช่องเขาที่เป็นตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์จะตก กว่าจะขึ้นไปจนถึงจุดกางเต็นท์ หลังจากที่กางเต็นท์เรียบร้อยซึ่งก็เป็นเวลาเย็นแล้ว ผมและเพื่อนก็ไม่รอช้า รีบเดินลงมารอที่จุดที่เล็งเอาไว้ทันที แสงอาทิตย์เริ่มสาดทะลุม่านเมฆลงมาเห็นเป็นลำแสง

Below are the photographs I took from the mountain.

สำหรับคนชอบถ่ายภาพ คงมีน้อยคนที่ไม่เคยถ่ายมุมมหาชนแบบนี้นะครับ ดอกหญ้ากับมุมย้อนแสงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ เริ่มตก ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี

ทางขึ้นดอยเป็นถนนดินแดง ยิ่งทำให้ภาพที่ผมเห็นสวยเข้าไปอีกเมื่อยามอาทิตย์ตก

เวลารถวิ่งผ่านมา ผมก็ต้องรีบหลบเพราะกลัวฝุ่นเกาะเลนส์ ถ่ายไปต้องคอยเป่าฝุ่นไป

ไม่นานฟ้าก็มืด ผมและเพื่อนกลับมาที่เต็นท์ หลาย ๆ คนเริ่มตั้งวงทำกับข้าว ได้ยินเสียงเพลงเบา ๆ อากาศเย็นสบาย สูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอดจริง ๆ

ผมรีบไปอาบน้ำเพราะกลัวว่าถ้าดึกกว่านี้จะหนาวจนอาบไม่ไหว เพราะที่นี่ไม่มีน้ำอุ่นให้อาบนะครับ ที่สำคัญช่วงเวลาที่ผมไปมีคนไปพักผ่อนกันเยอะมาก ทำให้ต้องรอเข้าคิวอาบน้ำเป็นเวลานาน ตอนเดินกลับมองขึ้นไปบนเนินเขาต้องรีบกลับมาคว้ากล้องเพื่อให้ได้ภาพแบบนี้ครับ

เพราะภาพที่ผมเห็นคือ ดวงจันทร์ดวงกลมโตกำลังขึ้น เหมือนอยู่แค่เอื้อมเลยครับเวลามาอยู่บนดอยแบบนี้

อากาศบนดอยเย็นสบายมากเลยครับ ต้องใส่เสื้อกันหนาว เวลานอนก็ต้องใส่ถุงมือ อุปกรณ์ในเต็นท์ที่ต้องมีเลยนะครับคือ ถุงนอนเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น

สิ่งที่น่าเสียดายสำหรับทริปนี้ของผมก็คือ ผมไม่สามารถถ่ายภาพทะเลหมอกในตอนเช้าได้ เพราะว่าลมแรงมากทำให้หมอกไหล ไม่อยู่นิ่งจนมองเห็นได้เป็นก้อน ๆ  อากาศในเช้าวันนั้นน่าจะไม่เกิน 5 องศา และที่โชคร้ายไปกว่านั้นคือกล้องของผมเกิดผิดปกติขึ้นมากระทันเนื่องจากอากาศเย็นจัดเกินไป ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะเกิดปัญหามาจากคุณภาพของกล้องของผมนั่นเอง ในขณะที่ของคนอื่นไม่เป็นอะไร สังเกตจากภาพด้านล่างนะครับ ถ่ายเวลา 6 โมงเช้า แต่เห็นแค่หมอกใส ๆ จาง ๆ เนื่องจากลมพัดหมอกไปหมด และเส้น ๆ นั่นคืออาการที่เป็นปัญหาของกล้องผมนั่นเอง พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ ผมรีบส่งเข้าศูนย์ซ่อมทันที

Unfortunately, my camera was malfunction because of the low temperature. And it was very windy in that morning, so we couldn’t see the sea of mist. You can notice that there is a problem in my photograph below.

ผมและเพื่อนทนหนาวรอจนฟ้าสว่าง จนมั่นใจแล้วว่าเราโชคไม่ดีในทริปของเราครั้งนี้ เพราะไม่สามารถมองเห็นทะเลหมอกในตอนเช้าได้ จึงกลับมาที่เต็นท์เก็บของและลงจากดอย เพราะเราจะมุ่งหน้าไปยังจังหวัดพิษณุโลก เพื่อสักการะพ่อใหญ่ พระพุทธชินราช สักครั้งหนึ่งในชีวิต อาการของกล้องผมก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอุณหภูมิกลับมาเป็นปกติ ระหว่างทางเจอดอกไม้ริมทางสีสวย ๆ ตัดกับแสงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น เลยต้องแวะถ่ายภาพ สังเกตอาการของเพื่อนผมนะครับว่าทุ่มเทขนาดไหน ไม่ได้กลัวเลยว่ารถจะชน

After we knew that we couldn’t have a photograph that we would like to have, we packed and came back to Bangkok. On the way back, we visited Phitsanulok province, which is the place where Phra Budddha Chinnarat .

มาถึงจังหวัดพิษณุโลก เราไปที่วัดวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งเป็นวัดที่พระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่ สำหรับพระพุทธชินราชนี้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท จัดเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศไทย และได้รับการขนานนามว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในโลกองค์หนึ่ง ลักษณะขององค์พระเส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช้อย พระขโนงโก่ง พระเนตรประดุจตากวาง พระนาสิกโด่ง ชายผ้าสังฆาฏิแยกเป็นเขี้ยวตะขาบ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 ยาวเสมอกัน อยู่ในลักษณะปางมารวิชัย ด้านซ้ายและขวาขององค์พระมียักษ์ 2 ตน คอยปกปักรักษาองค์พระอยู่ อีกทั้งยังมีพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกอยู่ด้วย

Wat Phrasri Mahathat is where Phra Buddha Chinnarat is located. The buddha image is the most beautiful buddha image in Thialand, also one of the most beautiful in the world.

นอกจากนี้แล้วยังมีซุ้มเรือนแก้วที่คาดว่าน่าจะสร้างในสมัยอยุธยาลักษณะเป็นรูปตัวเหรา ถือเป็นศิลปะที่สวยงามมากอย่าหนึ่ง พระพุทธชินราชประดิษฐานในวิหารลักษณะเก้าห้อง ซึ่งมีการบูรณปฏิสังขรณ์มาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน ทำให้องค์พระสวยงามบริบูรณ์อย่างในปัจจุบัน

ในบริเวณวัดยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอีกจำนวนมาก สามารถเดินถ่ายภาพได้รอบวัด

หลังจากนั้นเรานอนพักที่พิษณุโลกหนึ่งคืน แล้วกลับกรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น ยังเสียดายไม่หายที่ไม่สามารถได้ภาพในฝันของทะเลหมอกมาได้ ไว้คงต้องมาแก้ตัวใหม่ อยากฝากไว้ว่าประเทศไทยเรามีสถานที่สวยงาม ธรรมชาติที่หลากหลายไม่ว่าภูเขา หรือทะเล อยากให้เพื่อน ๆ ได้ไปเที่ยวชมกัน และอย่าลืมช่วยกันรักษาธรรมชาติของบ้านเราให้อยู่ไปนาน ๆ ให้ลูกหลานเราได้มาเห็นกันต่อ ๆ ไปนะครับ ขอลาไปด้วยภาพยามค่ำคืนของจังหวัดพิษณุโลกนะครับ

Advertisements